
เล่นจบไปนานมากแล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเขียนถึงเกมดีๆ แบบนี้
ถ้าเคยได้เห็นตัวอย่างมาบ้างจะรู้สึกเลยว่าเกมนี้มีแนวทางการเล่นที่ต่างไปจากบรรดาญาติในตระกูล FPS ทั้งหลายตรงแทนที่จะใช้ปืนยิงศัตรูที่วิ่งไปมาในฉาก ก็ใช้ปืน (Portal Gun) ยิงใส่สภาพแวดล้อมรอบตัวเพื่อดัดแปลงมันให้เป็นไปตามไอเดียของเราว่าจะแก้ปัญหาที่เจอในขณะนั้นได้ยังไง
ต้องยอมรับว่ารูปแบบการเล่นที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคแรกนั้นทำออกมาได้ดีมาก ชนิดที่ถึงจะคาดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วก็ยังรู้สึกทึ่งกับความสร้างสรรค์และทะเยอทะยานของทีมพัฒนาที่พยายามใส่ความสนุกและตื่นตาตื่นใจเอาไว้ในตัวเกมให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อเล่นไปสักระยะหนึ่งมันก็เริ่มรู้สึกเบื่อที่ต้องทำอะไรซ้ำเดิมไปมาบนกลไกและเงื่อนไขของเกม สิ่งเดียวที่เพิ่มขึ้นไปตามเวลาการเล่นก็มีแค่ความยากที่บางทีก็เห็นทางออกแล้วแต่ขี้เกียจทำเท่านั้นเอง และเมื่อเล่นไปได้ประมาณสามในสี่ของเนื้อเรื่องทั้งหมด ผมก็ถอนหายใจพร้อมกับรำพันกับตัวเองในใจว่า "อะไรวะ แก้ปริศนาอีกแล้วเรอะ!" จากนั้นก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปทำอะไรอย่างอื่นสักพักหลังจากเล่นติดต่อกันมาประมาณหกชั่วโมง ก่อนที่จะหันกลับมามองโน๊ตบุคที่ผมใช้เล่นเกม หายใจเข้าจนสุดปอดแล้วปล่อยมันออกมา จากนั้นก็กลับไปเล่นต่อ
ผมอยากรู้ว่าเรื่องมันจะจบยังไง
ผมไม่ชอบดูหนังที่เกี่ยวกับซูเปอร์ฮีโร่เท่าไหร เพราะรู้สึกว่ามันก็เหมือนกันไปหมด มีพระเอก มีนางเอก มีผู้ร้าย แล้วทั้งสามก็ถูกจับโยนเข้าโยนออกจากฉากเป็นเวลาชั่วโมงกว่าก่อนจะจบลงที่ตัวร้ายหายไป เหลือแต่สองคนแรกยืนกอดกันอย่างมีความสุข แล้วก็ปิดท้ายด้วยเพลงที่เข้าหูและอาจซ่อนจะฉากพิเศษหลังเครดิตสักนิดให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น
นั่นเป็นความคิดของผมก่อนที่จะได้ดูสไปเดอร์แมน
ทุกอย่างในหนังเรื่องไอ้แมงมุมไม่ได้มีอะไรพิเศษนอกเหนือจากย่อหน้าข้างบนไปเท่าไหรนัก แต่สิ่งที่ทำให้ (อย่างน้อยก็) ผมหลงไหลในเรื่องนี้ก็คือ เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนดูดเข้าไปใกล้จอหนังมากยิ่งขึ้น จนรู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนได้เข้าไปนั่งอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ในหนัง แล้วก็คอยลุ้นให้ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์มีชัยในการต่อสู้ฉากสุดท้ายที่ถึงยังไงซะก็รู้ผลอยู่แล้ว
หลังจากเล่น Portal ภาคแรกจบลง นอกจากจะอยากไปกราบคนเขียนบท (Eric Wolpaw) ที่ทำให้ GLaDOS ดูมีชีวิตและน่ากระทืบให้จมดินพร้อมไปกับศูนย์วิจัย Aperture Science เสียขนาดนั้นแล้ว ทุกคนก็คงอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าดีใจที่ใน Portal 2 มีคำตอบรอไว้อยู่แล้ว และอาจจะเป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมายไปเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่เพียงจะเฉลยว่าหลังจากตอนจบของภาคแรกนั้นเกิดอะไรขึ้น มันยังพาเราไปย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทั้งปวงที่จมลึกลงไปพร้อมกับกาลเวลาและห้องทดลองของ Aperture Science
เมื่อได้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง ผมจับเมาส์และกลับไปยิงปืน Portal Gun ใส่กำแพงเพื่อแก้ปริศนาที่ยากเสียจนคนคิดอาจจะเข้าใจผิดว่ากำลังออกโจทย์คณิตศาสตร์โอลิมปิก และเกือบทำให้ผมถอดใจก่อนนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมองข้ามความสามารถจากของเล่นใหม่ที่ทำให้กฏฟิสิกส์ที่เรียนตอนปีหนึ่งและสำนึกในความเป็นไปได้กลายเป็นเรื่องน่าขันไป และกลับมาแก้ปัญหาที่น่าปวดหัวนี้ได้ในวินาทีสุดท้าย ไม่ยังงั้นผมคงตัดสินใจเลิกเล่นอีกครั้งแล้วกลับไปเล่นเฟสบุ๊ค และคงไม่ได้ยินคำเสียดสีของ GLaDOS ที่ทำให้ผมอยากยิง Portal Gun ด้านหนึ่งไว้ที่หลุมดำและยิงอีกด้านหนึ่งไว้ใต้เท้าตัวเอง หรือมุขตลกที่ทำให้ผมเชื่อว่าเราใช้ความอัจฉริยะสร้างความซื่อบื้อที่ไร้เทียมทานได้จากบทสนทนาของ Wheatley
สิ่งที่ดีที่สุดของ Portal 2 ไม่ใช่วิธีการเล่นที่แปลกใหม่ แต่เป็นเนื้อเรื่องที่จูงมือพาเราหลุดเข้าสู่ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ร้างในอนาคข้างหน้าอันแสนไกล ซึ่งอนาคตและอดีตของมันรอให้เราไปค้นพบและสนุกไปกับมุขตลกและปริศนาที่ชวนปวดหัวตลอดระยะเวลาแปดถึงสิบชั่วโมงที่ได้นั่งเล่นเกมนี้
ผมเล่นต่อรวดเดียวจนจบ และนึกเสียดายที่ไม่ได้เอามันมาเล่นให้เร็วกว่านี้