Harry Potter and the Half-Blood Prince

Harry Potter and the Half-Blood Prince

ดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ ตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคล่าสุดรู้สึกเหมือนนั่งมองท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปตามเวลา จากภาคต้นๆ ที่ดูจะผจญภัยกันสนุกสนานเหมือนเด็กๆ วิ่งไล่จับกันในยามเช้า จนมาเริ่มอึมครึมในภาคที่แล้ว และเข้าสู่ความมืดมิดอย่างสมบูรณ์ในภาคนี้

การถ่ายทอดบรรยากาศในช่วงที่น่าจะเรียกว่ายุคมืดในโลกของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั้นทำออกมาได้แทบจะไร้ที่ติ ทั้งสภาพแวดล้อมที่ทวีความทมึนขึ้นตั้งแต่ สภาพในเมืองลอนดอนที่ดูจะตกอยู่ในพายุลูกใหญ่ ร้านค้าถูกปิดไปกว่าครึ่งใน Diagon Alley ต้นไม้ไร้ชีวิตชีวาบนสองข้างทางรถไฟไปฮอกวอตส์ และกองทัพเมฆสีเทาบนเพดานห้องโถงใหญ่ที่โรงเรียน

บทบาทที่เปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นของตัวละคร ดูจะเป็นความท้าทายมากกว่าอุปสรรคของนักแสดงในภาคนี้ ซึ่งก็แสดงกันได้สมบทบาท และคนที่ดูจะเด่นที่สุดคงจะหนีไม่พ้น เดรโก มัลฟอย ที่ตะโกนบอกคนดูว่าชั้นต้องแบกความรับผิดชอบหนักอึ้งจากภารกิจที่ได้รับไว้บนบ่าตลอดเวลา ไม่ใช่คุณหนูขี้ฟ้องอีกต่อไปแล้ว และทุกคนก็เชื่อสนิทใจ

แต่บุญที่สั่งสมไว้ทั้งหมดจากข้างต้นจะมาตกม้าตายก็ตรงการเรียบเรียงและเล่าเรื่องที่ดูขาดบ้างหรือไม่ก็เกินไปนิด ไม่มีความพอดี อาจะเพราะต้องเล่าภาคที่เล่มหนาที่สุดในซีรีย์แต่เวลาฉายในโรงก็ไม่พ้นจากเล่มอื่นมากนัก ทำให้ต้องตัดนู่นตัดนี่ ทำเอาคนไม่ได้อ่านหนังสืออย่างผมงงไปหลายชอตทีเดียว

สรุป : การถ่ายทำและแสดงที่เยี่ยมยอดคงทำให้คนดูแกล้งมองข้ามการเล่าเรื่องที่ตรงกันข้ามกัยสองอย่างแรกไป และเอามือปิดหูตอนเดินออกจากโรงกันเสียงคนสปอยภาคจบหน้าโรงหนัง

ปล. ลูน่า เลิฟกู้ด น่ากลัวกว่าลอร์ดโวลเดอมอร์ ออกมาทีไรก็ขโมยซีนได้ทุกคน

No comments yet

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options