ผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมากคนนึงแต่ไม่เคยได้ไปดูคอนเสิร์ตเลย (ยกเว้นงาน FaT Festival) เพราะศิลปินที่อยากดูไม่ค่อยจะเหลียวแลบ้านเราเท่าไหร หรือไม่ก็เป็นช่วงที่ไม่มีเงินพอดี (Keane มาตอนยังเรียนอยู่ไม่มีเงิน ส่วน 100 Rock Festival ที่ตั้งใจจะไปดู Manic Street Preachers ก็โดนยกเลิกเพราะสนามบินถูกปิด) พอได้ข่าวว่า Kings of Convenience จะมาเล่นที่ไทยก็ไม่พลาดที่จะต้องไปดู
แต่บังเอิญว่าวันที่ขายตั๋ววันแรกนั้นผมทำงานอยู่ต่างจังหวัดพอดี และช่องทางการซื้อออนไลน์ของ ThaiTicketMajor ผมก็ไม่สะดวกเท่าไหรเลยรอกลับมาซื้อที่กรุงเทพฯ เพราะคิดว่าคงไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหรจนกลัวว่าคอนเสิร์ตจะถูกยกเลิกด้วยซ้ำ
ปรากฏว่าบัตร 1,000 ใบถ้วนขายหมดตั้งแต่สองวันแรก
งานเข้าสิครับ ตอนแรกคิดว่าคงหมดหวังแล้ว แต่อีกไม่กี่วันต่อมาทางผู้จัดก็ประกาศย้ายสถานที่เพื่อรองรับจำนวนผู้ชมที่เยอะอย่างไม่คาดคิด เลยโชคดีไป (แต่ก็ยังนั่งเล่นเย็นใจอีก 4 วันกว่าจะมาซื้อ)
หลังจากเปลี่ยนชื่อจาก ThaiTicketMaster เป็น ThaiTicketMajor แล้วช่องทางจำหน่ายบัตรก็ถูกเพิ่มเข้าไปตามโรงหนังในเครือ Major Cineplex ก็เลยเลือกไปซื้อที่สาขา Fashion Island เพราะเป็นทางผ่านเวลากลับบ้านอยู่แล้ว
มาถึงหน้าเคาเตอร์ก็งงเล็กน้อยเพราะมีพนักงานยืน (คุยโทรศัพท์) อยู่แต่วางป้าย "กรุณาใช้ช่องถัดไป" ไว้ แต่พอเห็นผมเดินทำหน้างงๆ เข้ามาเค้าก็เอาป้ายออกแล้วก็ให้บริการตามปกติ (สงสัยไม่ค่อยมีลูกค้าแล้วคนนึกว่าเป็นช่องขายตั๋วหนัง) จากนั้นก็เป็นขั้นตอนปกติที่ควรจะเป็นคือ เลือกบัตรที่จะซื้อ จ่ายเงิน แล้วรอรับบัตร
แต่ระบบของ ThaiTicketMajor เป็นแบบออนไลน์ทำให้การทำงานแต่ละครั้งต้องรอการติดต่อเข้าไปที่ส่วนกลาง ซึ่งผมเห็นพนักงานกดกดปุ่มทีนึงแล้วก็เดินไปทำโน่นนี่นั่นแล้วค่อยกลับมาก็พอเข้าใจว่าระบบเครือข่ายช้าเป็นปกติ
หลังจากลุ้นให้การเชื่อมต่อไม่ timed out ก็จ่ายเงินแล้วรอรับบัตรจากเครื่องพิมพ์ (ก่อนหน้านั้นเม้าส์หยุดทำงานต้องถอดเสียบใหม่ไปหนึ่งรอบ) แต่สีหน้าพนักงานบอกผมว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายแบบนั้น หลังจากพยายามพิมพ์อยู่นานพนักงานก็บอกว่า "รอสักครู่นะคะ" แล้วรีสตาร์ทเครื่องใหม่
พอวินโดวส์กลับมาก็ต้องไปดึงข้อมูลจากส่วนกลางมาอีกรอบเพื่อใช้พิมพ์บัตร แล้วพนักงานก็ทำอะไรบางอย่างกับเครื่องพิมพ์ (ผมดูไม่ทันแต่คิดว่าคงไม่ใช่วิธีตามการทำงานปกติอย่างที่ควรจะเป็น) จนสุดท้ายแล้วบัตรของผมก็ถูกพิมพ์ออกมา รวมแล้วขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง (กะคร่าวๆ จากที่ฟัง Nevermind ไปครึ่งอัลบั้มกว่าๆ ไม่ได้ยกนาฬิกาขึ้นมาดูเดี๋ยวจะเป็นการกดดันพนักงาน)
ถ้าต้องเจอแบบนี้ทุกวันผมรู้สึกสงสารพนักงานมากครับ
No comments yet
Post new comment