ตั้งใจว่าจะดูตั้งแต่ อาทิตย์แรกที่เข้าเพราะถ้าช้าคงโดนสปอยแหลกแน่นอน แต่ก็มีเหตุขัดข้องนิดหน่อยเลยต้องทนฟังสปอยจากคนรอบข้าง (แต่ไม่มากเท่าไหร) เกือบอาทิตย์กว่าจะได้ดู
โครงเรื่องของ Inception จะใช้ปมในอดีตของตัวละคร (แค่ตัวเอก เพราะตัวละครที่เหลือไม่รู้ที่มาที่ไปเท่าไหร) มาส่งผลกระทบกับการดำเนินไปของเนื้อเรื่อง ซึ่งปกติก็จะออกมาในแนวภาพหลอนที่ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรโดยตรง แต่เนื่องจากอาณาเขตหลักของเรื่องนี้อยู่ภายในความฝัน การมีอดีตที่เลวร้ายและยังคงคิดถึงมันอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้คงเป็นอย่าง สุดท้ายที่ผู้มีอาชีพเป็นนักโจรกรรมความฝันอยากเป็น
การนำเอาโลกเสมือนมา ซ้อนทับกับความจริงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร สิ่งที่พิเศษสำหรับ Inception คือการต่อยอดแนวคิดนี้ออกไปด้วยการเล่นกับกฏที่สร้างขึ้นเอง การทำงานเป็นทีมที่เพิ่มมิติของตัวละคร และทำลายทุกอย่างทิ้งด้วยอดีตของตัวเอก
การเล่าเรื่องของหนังไม่ได้ซับซ้อน พลิกไปมา จนต้องดูหลายรอบถึงจะเข้าใจ กลับกันคือแต่ละฉากที่แสดงถึงฝันแต่ละระดับก็ใช้ภูมิทัศน์ที่ต่างกันอย่าง ชาญฉลาด และการอธิบายกฏในโลกของความฝันก็ค่อนข้างจะชัดเจน จะมีก็แต่การสำนึกผิดถึงอดีตของตัวเอกที่ค่อยๆ พัวพันกับการดำเนินเรื่อง (จนสุดท้ายก็เกือบทำให้ภารกิจวายวอดกันไป) ที่อาจจะทำให้เกิดคำถามมากมายหลังเดินออกจากโรง
นักแสดงในเรื่องทำ หน้าที่กันได้อย่างยอดเยี่ยม Leonardo DiCaprio ทำให้ตัวเองดูจมอยู่กับการสำนึกผิดถึงอดีตของตัวเอง จนแทบจะโดนตัวรองอย่าง Joseph Gordon-Levitt ที่ค่อยระวังหลังให้ทีม หรือ นักปลอมแปลงอย่าง Tom Hardy มาขโมยซีนไป (ส่วน Ellen Page นั้นน่ารักอยู่แล้ว และ Ken Watanabe ก็เท่เสมอ)
อีกปัจจัยที่ส่งเสริม ความยอดเยี่ยมให้กับตัวหนังคือภาคดนตรีที่สร้างอารมณ์ร่วมได้ถูกที่ถูกเวลา ตั้งแต่ดูตัวอย่างครั้งแรกในเฟสบุคของเพื่อน จนฉากสุดท้ายก่อนเดินออกจากโรง ความกดดัน ความไม่แน่นอน ความเศร้า ความผิดหวัง ทำงานร่วมกันผ่านเสียงดนตรีได้อย่างลงตัว บวกกับเทคนิคพิเศษที่ใส่ลงไปอย่างพอดี ช่วยสร้างโลกใน Inception ให้เราเชื่อว่ามีอยู่จริง
Inception อาจจะไม่มีอะไรใหม่ถ้ามองในด้านแนวคิด แต่การที่ “เหนือกว่าด้วยรายละเอียด” จากฝีมือของ Christopher Nolan ก็อาจจะทำให้รางวัลภาพยนต์ยอดเยี่ยมอยู่ไม่ไกลเกินไปนัก
No comments yet
Post new comment