Movie

Super 8

ตามปกติแล้วเวลาดูหนังผมจะไม่ค่อยคาดหวังจากผลงานที่ผ่านมาของผู้กำกับหรือบริบทต่างๆ มากนัก เพราะก็มีหลายครั้งที่ผมพบว่าการคาดหวังนั้นทำให้ดูหนังไม่สนุกเอาเสียเลย

Super 8 ก็ช่วยให้ผมมั่นใจอีกครั้งว่าผมคิดถูก

ไม่ใช่ชื่อเสียงของทีมงานอย่าง J.J. Abrams หรือ Steven Spielberg แต่เป็นการวางตัวของหนังไม่ว่าจะเป็นใบปิดหนังหรือตัวอย่างที่ทิ้งความอยากรู้ให้คนที่ดูจบ (อย่างน้อยก็ผมคนนึง) สงสัยว่าหนังมันมีอะไรดีถึงได้มีตัวอย่างให้ดูแค่นี้!

ซึ่งหลังจากได้ดูจบก็พบว่ามีดีจริงๆ แต่ยังดีไม่พอกับความคาดหวังที่สร้างให้คนดูอย่างไม่รู้ตัว เหมือนนักยิมนาสติกฝีมือดีแต่เรียกท่ายากแล้วแสดงออกมาได้ไม่ถึงเกณฑ์

ไม่ใช่ว่าตัวหนังไม่มีอะไรดีเลย ที่จริงแล้วต้องบอกว่าดีมากเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่อง การกำกับภาพที่เนี๊ยบไม่มีที่ติ ดนตรีและเสียงประกอบที่ทำเอาผมขวัญผว่า การแสดงที่สุดยอดของเด็กๆ ที่เป็นตัวละครหลักในเรื่อง และแถมฉากรถไฟตกรางสุดวินาศสันตะโรที่สุดในชีวิต (ของผม) อีกหนึ่งฉาก

แต่ตัวคูณความยากที่ทำให้ความดีงามทั้งหลายพังทลายไปก็คือประเด็นต่างๆ ในหนังที่ไม่ได้พัฒนาอย่างลื่นไหลไปจนสุดทางเท่าที่ควร ทำให้เกิดความสงสัย ไม่ต่อเนื่อง และรู้สึกสะดุดไปตลอดทาง จนทำให้บางทีผมก็รู้สึกไปเองว่าความสวยงามที่เห็นเป็นแค่สูตรสำเร็จที่เอามาใช้ผิดที่ผิดเวลาเท่านั้นเอง

สรุป : ถ้าหลับตาข้างนึงมองแค่องค์ประกอบต่างๆ Super 8 ก็เป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง แต่พอเปิดตาอีกข้างก็จะเจอกับภาพรวมที่ค่อนข้างขัดใจ

สรุป (spoil) :
สงสัย Spielberg จะอยากทำ E.T. แบบเลือดสาด

Norwegian Wood (Movie)

หลังจากลัดคิวหนังสือมากมายที่อยู่ในรายการ เพราะอยากอ่านฉบับหนังสือให้จบก่อนดูเรื่องนี้ในโรงหนัง ก็พบว่าตัวเองตั้งความหวังไว้ไม่สูงเท่าไหรเพราะประเด็นสำคัญในเนื้อเรื่องต่างก็ซ้อนทับกันอยู่เหมือนกองแก้วน้ำคริสตัลใสที่ถูกวางเรียงสวยงามตั้งโชว์อยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ไม่มีใครกล้าเดินเฉียดไปเข้าใกล้ ขาดแค่ส่วนเสี้ยวเล็กส่วนหนึ่งไปก็หมายถึงการพังทลาย และด้วยข้อจำกัดของตัวหนังเองก็คงหลักเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหยิบบางส่วนออกจากกองแก้วนี้ไป

(มี spoil นะครับ)

Read the rest of this entry »

127 Hours

ความโดดเดี่ยวมักจะจูงมือเพื่อนที่ชื่อว่าความสิ้นหวังมาน๊อคเราล้มลงจนหน้ากระแทกบนพื้นเวที แต่ก็ยังโชคดีที่ไม่มีกรรมการมาคอยนับกดดันให้เราต้องรีบลุกขึ้นมา จะมีก็แต่ตัวเราที่เป็นคนตัดสินว่าจะลุกขึ้นสู้ต่อหรือยอมแพ้แล้วกลิ้งเอาจิตใจที่บอบข้ำลอดเชือกและหลบสายตาของคนดู (ที่มีแต่เราเอง) ลงจากเวทีไป

127 Hours หยิบเอาช่วงเวลาที่สิ้นหวังของ Aron Ralston ผู้โชคร้ายที่โดนหินทับแขนติดแหงกอยู่กลางหุบเขา บลู จอห์น มาเล่าผ่านมุมกล้องที่แปลกตาและฉลาดของผู้กำกับ Danny Boyle และการแสดงที่ยอดเยี่ยมของ James Franco ให้เราซึมซับถึงความรู้สึกที่หลังไหลและถาโถมเข้ามาหาผู้ชายคนนี้ในซอกผาและพัดพาเขาไปสู่การตัดสินใจที่น่าจะง่ายและเจ็บปวดที่สุดในชีวิต

หลายคนในโรงที่ผมเข้าไปดูถึงกับเสียน้ำตาให้กับตอนจบ อาจเป็นเพราะรู้สึกถูกกดดันมาตลอดทั้งเรื่อง แต่ส่วนหนึ่งก็คงต้องยกความดีความชอบให้กับเพลง Festival ของ Sigur Rós ที่เหมือนจะมีตัวตนอยู่เพื่อมาบอกเล่าความสวยงามที่หนังต้องการจะหยิบยื่นให้ผู้ชม

ความสวยงามที่ไม่อาจบรรยายได้เป็นภาพหรือคำพูดใด

ความสวยงามของการมีชีวิตอยู่

Black Swan

ผมเพิ่งเคยดูหนังของ Darren Aronofsky แค่เรื่องเดียวคือ The Fountain ซึ่งก็พบว่าผมชอบแนวทางของผู้กำกับคนนี้มาก แต่เรื่องอื่นอย่าง Requiem for a Dream, Pi และ The Wrestler ก็ยังไม่ได้มีโอกาสหามาดูเหมือนกัน

สำหรับเรื่องนี้ก็ลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าจะเข้าฉายในโรงหรือเปล่า เพราะครั้งก่อนที่กว่า The Fountain จะเข้าฉายก็ปาไปเกือบปีหลังจากฉายในต่างประเทศ แต่ Black Swan นี่ได้ยินว่ามีฉากไม่เหมาะสมกับศีลธรรมอันดีต่างๆ มากมายเลยคิดว่าคงจะไม่ได้ดู (ในโรง) แล้ว แต่อยู่ๆ ก็มีข่าวว่าจะเข้าฉายแบบจำกัดโรงเลยเก็บอันที่โหลดมาไว้ดูทีหลังรอไปดูในโรงดีกว่า ซึ่งก็เป็นความคิดที่ถูกเพราะหลังจากไปดูในโรงแล้วพบว่าถ้าดูกับจอเล็กๆ ในคอมหรือโทรทัศน์ที่บ้านคงไม่ได้อารมณ์ร่วมท่วมท้นมากมายขนาดนี้เป็นแน่แท้

(มี spoil นะครับ)

Read the rest of this entry »

Inception

ตั้งใจว่าจะดูตั้งแต่ อาทิตย์แรกที่เข้าเพราะถ้าช้าคงโดนสปอยแหลกแน่นอน แต่ก็มีเหตุขัดข้องนิดหน่อยเลยต้องทนฟังสปอยจากคนรอบข้าง (แต่ไม่มากเท่าไหร) เกือบอาทิตย์กว่าจะได้ดู

Read the rest of this entry »

Up in the Air

ไปดูมาตั้งแต่หนังเพิ่งเข้าโรง แต่อยากคิดเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องต่ออีกสักนิดกับอยากดู The Hurt Locker เทียบก่อน (อู้นั่นเอง)

  • ประทับใจกับความสามารถในการสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูให้เป็นไปตามที่ตัวหนังอยากจะสื่อ
  • ต้องขอบคุณบทสนทนาที่สุดจะแหลมคมและเพลงประกอบที่เนียนไปกับภาพ อารมณ์ และความรู้สึก
  • โครงเรื่องหลักนั้นดูธรรมดาเหมือนประเด็นที่เกาะอยู่รอบๆ แต่การสื่อออกมานั้นขั้นเทพ
  • เดินออกจากโรงรู้สึกอยากออกไปทำตามฝันมาก แต่เหมือนหนังจะทิ้งคำถามไว้ในหัวว่า "ความฝันกับความจริงจะเลือกอะไร?"
  • ตอนจบพอจะเดาได้นิดหน่อยแต่ก็แอบลุ้นให้มันไม่จริง
  • มีแซวเรื่องความสัมพันธ์ที่เปราะบางเพราะอินเตอร์เน็ตเล็กน้อย
  • คอมพิวเตอร์เห็นแต่ของ DELL
  • ประโยคที่ชอบที่สุดคือ "เขาจ้างเท่าไหรให้คุณทิ้งตวามฝันของตัวเอง"

Harry Potter and the Half-Blood Prince

Harry Potter and the Half-Blood Prince

ดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ ตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคล่าสุดรู้สึกเหมือนนั่งมองท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปตามเวลา จากภาคต้นๆ ที่ดูจะผจญภัยกันสนุกสนานเหมือนเด็กๆ วิ่งไล่จับกันในยามเช้า จนมาเริ่มอึมครึมในภาคที่แล้ว และเข้าสู่ความมืดมิดอย่างสมบูรณ์ในภาคนี้

Read the rest of this entry »

นางไม้ / Nymph

เรื่อง นางไม้ เล่าถึงความรักที่ดูจะหมดอายุไปแล้วของนพกับเมย์ (พระเอก-นางเอก) ซึ่งนพก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้รักกลับมาดีดังเดิมแต่ก็ดูจะไม่เป็นผลเพราะเมย์ดันไปแอบคบชู้กับเอกซึ่งเป็นเจ้านายของเธอ

Read the rest of this entry »

UP

- ดนตรีประกอบทำการจับกุมอารมณ์ร่วมของคนดูได้โดยละม่อม
- เนื้อเรื่องนั้นเฉยๆ
- การถ่ายทอดและเรียบเรียงเรื่องราวนั้นส่งความรู้สึกถึงคนดูได้แบบไม่เสียรายละเอียดไปในอากาศระหว่างจอภาพและผู้ชม
- มุกตลกดูแล้วตลก
- โครงหน้านางเอกเหมือนถอดแบบมาจากเรื่องอะไรซักเรื่อง จำชื่อไม่ได้
- กราฟฟิคไม่ขอพูดถึงเพราะไม่รู้จะติอะไร

สรุป : เนื้อเรื่องงั้นๆ แต่ดูแล้วรู้สึกดีจนลืมข้อเสียนั้นไป

ปล. นกอีก๋อย !!