Thought

Windows 8

ยังไม่มีเวลาดูรายละเอียดเท่าไหร ทดภาพรวมที่เข้าใจเอาไว้ก่อน

  • ทุกคนกำลังขยายอำนาจจากพื้นที่ที่ตัวเองถือครองอยู่ออกไปยังเขตที่ตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร
  • Web Application จะกลายเป็นเนื้อเดียวไปกับ Native Application
  • จากแนวคิดในการพัฒนา เหมือน Microsoft พยายามจะให้เราใช้ Tablet เป็น Desktop ไปด้วย (ในบริบทที่ต่างกัน) ทีมที่ทำ Windows 8 ก็คงจะรู้ข้อจำกัดเรื่องความแตกต่างในการใช้งานดีอยู่แล้ว และคงพยายามจะออกแบบการสับเปลี่ยนระหว่าง Desktop และ Tablet ให้ออกมาเนียน และ ไร้รอยต่อ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ซึ่งถ้าทำออกมาได้ดีก็น่าจะถือเป็นการปฏิวัติแนวคิดการออกแบบในวงการได้เลยทีเดียว)
  • การมาของ Windows 8 ดูแล้วเหมือนจะเปิดศึกกับ Apple แต่คิดว่าเบอร์ 2 ในตลาด Tablet อย่าง Google น่าจะต้องหนักใจมากกว่าสำหรับช่วงแรก เพราะคนที่ใช้ iPad คงไม่เปลี่ยนใจกันง่ายนัก แต่ตลาดที่เหลือ (คนที่ไม่ใช้ iPad ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม) นั้นยังมีที่ว่างให้ช่วงชิงอีกมาก Google ที่เป็นเจ้าของพื้นที่อยู่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้ดีนัก คนน่าจะใช้เพราะไม่มีตัวเลือกอื่นมากกว่า
  • พอ HTML5/Javascript มีสถานภาพเทียบเท่ากับ Native Application มากขึ้น ก็น่าสนใจว่า Apple จะมีท่าทียังไง
  • แต่การเปิดตัวอะไรสักอย่างของ Apple อาจทำให้ทั้งหมดนี้อาจกลายเป็นฝุ่นไปเลยก็ได้

ณ จุดนนี้ก็น่าเป็นห่วง Google อยู่เหมือนกันนะ

I don't care

Yet again, I eventually found myself rethinking about my life as the way to break through the only locked door in this room. Looking back, there is another door and it lead to the same type of this room, which I just escape from. And, yeah, there is another door in previous room that doesn't share its existence with this one. I guess if I keep trying to describe the link between those doors and rooms it will end up like taking you somewhere deeper into our galaxy and stop in front of the black hole that trying to swallow itself again, again and again.

You may start to wonder what on earth am I doing? Well, I really have no idea either. But I just don't want to stop. I can't even think about how to stop. All I know is to be honest with myself, and keep doing whatever I believe it will help me break this goddamn door.

But, what if it's just a door of another room?

Well, I don't care.

What if there is no escape at all?

I dont' care.

What if I have to break the doors until the last moment of my life?

Fuck you. I don't care.

เที่ยวหัวหิน 2554

ถ้าไม่นับการไปเที่ยวที่มีทะเลเป็นแค่ทางผ่าน ก็ถือว่าไม่ได้ไปเที่ยวทะเลมาเสียนานจนพลังชีวิตเริ่มหดตัวลงเรื่อยๆ (มาเข้าใจก็ตอนกลับถึงบ้านแล้ว) พอดีเห็น @champillon ทวีตบ่นว่าอยากไปทะเลก็เลยได้ทริปเที่ยวหัวหินฟ้าผ่ากันแบบงงๆ แต่สมใจอยากไปตามๆ กัน

ไปเที่ยวคราวนี้รู้สึกแปลกจากแต่เดิมไปอย่างคือถ่ายรูปน้อยลงมาก ถึงจะไม่ได้เอากล้อง DSLR ไปเพราะกลัวฝนปกติผมก็ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปแทนอยู่แล้ว แต่พอพี่ชายขอดูรูปแล้วมานั่งนับจำนวนดูมันก็น้อยมากเสียจนแปลกใจตัวเอง (ท้องฟ้าช่วงหน้าฝนที่มีมิติเดียวตลอดทั้งวันคงจะมีผลบ้างไม่มากก็น้อย)

แต่สิ่งที่เห็นเรื่องการถ่ายรูปของคนที่ไปเที่ยว คือ ถ่ายรูปกันเยอะมากจนแทบจะตลอดเวลา (ตอนขากลับผมเจอมือถือยื่นออกมาจากหน้าต่างของคนขับรถที่เปิดไฟฉุกเฉินเพื่อหยุดรถถ่ายรูปบนกลางสะพานข้ามแม่น้ำที่มีแค่สองเลน!) ถ้าผมมีเงินไปเปิดร้านอาหารแถวนั้นคงจะต้อง 1) ทำป้ายร้านให้ควรค่าแก่การถ่ายรูปคู่ 2) จัดแสงตรงโต๊ะอาการให้ถ่ายรูปออกมาแล้วดูดีทั้งอาหารและคนกิน 3) มี wifi ฟรีเอาไว้ให้อัพรูปที่ถ่ายทั้งหมดขึ้นเฟสบุ๊คได้ทั้นที

ส่วนเรื่องการวางแผนเดินทางก็ไม่ถือว่าแปลกอะไร คือ ก่อนไปก็ไม่ได้โทรหากันเลย ใช้ Twitter กับ Google Talk คุยกันเป็นหลัก อาจเพราะพักที่เดิมเลยง่ายหน่อย ส่วนที่เที่ยวก็ค่อยจิ้มหาใน Google กับ Foursquare เอาตอนถึงที่พัก ใครทำ SEO ดีกับมีคน Check-in เยอะก็ได้อานิสงส์ไป

ต่อไปเป็นโน๊ตของสถานที่ต่างๆ ที่ไปมา เผื่อไปเที่ยวอีกจะได้ไม่ลืม

Read the rest of this entry »

My Location-Based Service's Wish List

ใช้พวก Location-based service มาได้ระยะนึงแล้วพบว่ามันยังไม่ค่อยไปไหนได้ไกลเท่าไหรจากการ check-in (แล้วก็คอมเมนต์การ check-in) ส่วนหนึ่งคงเพราะข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่เป็นพื้นฐานอย่าง ความแม่นยำของพิกัด และระยะเวลาที่จะใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง เลยมาทดไอเดียกับสิ่งที่อยากได้จากอะไรพวกนี้เอาไว้ก่อน

  • แน่นอนว่าอย่างแรกต้องทำให้มันใช้สะดวกกว่านี้เสียก่อน GPS ต้องสามารถเปิดทิ้งไว้ได้ระยะยาวโดยไม่เปลืองแบตเตอรี่มากนัก พิกัดที่ได้ต้องแม่นยำและใช้เวลาในการคำนวณน้อยจนไม่น่ารำคาญ
  • การจัดการเรื่องความเป็นส่วนตัวสำหรับบริการที่เปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้นั้นอาจจะน่าปวดหัวกว่าการกำหนด Privacy Setting ใน Facebook ก็ได้ เพราะผมมองว่ามันเป็นการทับซ้อนกันระหว่างผลตอบแทนของผู้ใช้ (ได้ประโยชน์จากการใช้ แต่ไม่อยากเปิดเผย) และผู้ให้บริการ (อยากให้เห็นว่าในบริเวณต่างๆ มีคนใช้งานบริการของตัวเองเยอะ) ซึ่งเราอาจจะมองแบบ Social Network หรือ Community Forum ที่คนมารวมตัวกันจากปัจจัยที่รู้จักกันหรือมีความสนใจในเรื่องเดียวกันไม่ได้ เพราะปัจจัยของ LBS ที่เชื่องโยงแต่ละคนเข้าเป็น Network เดียวกันคือการที่มาอยู่ในสถานที่เดียวกัน ถ้าเราไม่แชร์ให้คนอื่นรู้เพราะกลัวเรื่องความเป็นส่วนตัวก็อาจจะทำให้มันไม่สนุกที่จะใช้งานก็ได้เพราะเพื่อนที่เรารู้จักอาจจะไม่ได้แวะเวียนมาในบริเวณที่เราอยู่เลย

    ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าน่าจะแบ่งประเภทสถานที่เป็นแบบแชร์ให้คนอื่นรู้ได้ว่าเราเคยไป กับให้รู้กันเฉพาะกลุ่มหรือแค่ตัวเราเองเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วบริการในปัจจุบันก็มีในจุดนี้แล้วแต่ยังยุ่งยากอยู่พอสมควร อาจจะแก้โดยให้ตัวโปรแกรมเรียนรู้และแยกแยะประเภทของสถานที่จากพฤติกรรมของเราเอง และดีเลย์การแสดงตำแหน่งปัจจุบันของเราออกไป

  • เวลามีคำถามเกี่ยวกับสถานที่ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลและก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปถามใคร ถ้าเราสามารถยิงคำถามขึ้นมาเหมือนตะโกนถามคนรอบตัวผ่าน LBS ได้ก็น่าจะมีประโยชน์ (แน่นอนว่าเราอาจจะถามคนที่เรารู้จักก่อน แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะได้คำตอบ)
  • การแจ้งเตือนโดยใช้เงื่อนไขเป็นสถานที่นั้นมีให้เห็นบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการกำหนดตำแหน่งลงไปเอง ซึ่งคงจะดีกว่าถ้าเรากำหนดเพิ่มลงไปได้ว่าถ้าผ่านร้านสะดวกซื้อ “อะไรก็ได้” (โดยอิงตามฐานข้อมูลใน LBS) แล้วเตือนให้ซื้อของด้วย พอหยิบมือถือเราออกมาก็มีวิธีเดินทางไปร้านที่ว่าจากตำแหน่งที่เราอยู่เรียบร้อย

ที่จริงแล้วก็ยังคงไม่หนีจากอะไรที่มีอยู่แล้วมากนัก คงต้องนั่งเล่นนั่งคิดไปอีกสักพักพร้อมกับภาวนาให้ข้อจำกัดทั้งหลายหายไปเสียที

Contextless Communication

ส่วนใหญ่เวลาอัพเดตสเตตัสใน Social Network ต่างๆ (เช่น Twitter กับ Facebook) เราจะเขียนข้อความในปริมาณที่ไม่มากนัก จนบางทีสิ่งที่เราจะสื่อออกไปก็เหมือนเป็นภูเขาน้ำแข็งที่มีบริบทที่สำคัญต่างๆ ซ่อนอยู่เบื้องล่าง แต่คนอ่านกลับเห็นแค่สิ่งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเท่านั้น ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอะไรกันได้ง่ายๆ เช่น เราอาจจะโพสต์ข้อความที่เราคิดว่าสมเหตุสมผลดีแล้ว แต่เมื่ออ่านโดยขาดบริบท (ที่มีเรารู้อยู่คนเดียว) แล้วก็กลับมีช่องว่างให้เถียงกลับได้เต็มไปหมด

แต่เหตุการณ์แบบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ถ้าเราสื่อสารข้อความอย่างเดียวกันให้กับผู้รับโดยการนั่งพูดคุยกันต่อหน้า เพราะแม้ไม่ต้องเอ่ยออกมา สิ่งต่างๆ ที่ผู้พูดแสดงออก เช่น สีหน้า แววตา น้ำเสียง ก็อาจจะเผยบริบทที่อยู่เบื้องหลังให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของข้อความนั้นก็ได้

เราก้าวเข้ามาอยู่ในยุคที่ใช้ภาษาเขียนสื่อสารกันเป็นหลักแล้ว นอกจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น เราเองก็ต้องพัฒนาภาษาที่ใช้สื่อสารให้เหมาะสมกับตัวกลางที่มีข้อจำกัดแบบนี้โดยไม่มองว่ามันเป็น “ภาษาวิบัติ” หรือเปล่า ?

Before getting a Tablet

ช่วงนี้คนใกล้ตัวสนใจจะซื้อ Tablet กันเยอะ ก็มีข้อให้คำนึงถึงก่อนซื้อประมาณนี้

  • ปกติเวลาจะตัดสินใจซื้อคอมฯ สักเครื่องเราจะดูที่ Hardware เป็นหลักไม่ได้สนใจ Software เท่าไหรเพราะมันอยู่ในระยะที่ mature แล้ว
  • แต่กับ Tablet ที่เพิ่งจะเกิดได้ไม่นาน (ไม่นับพวกที่โดนจับยัด Windows ไปทั้งดุ้นนะ) ในส่วน Software ก็ยังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุงให้เข้ากับธรรมชาติของการใช้งาน Tablet อีกมาก ลำพังแค่เพียง Hardware ระดับเทพไม่ได้ช่วยให้ Tablet ตัวนั้นเทพตามไปด้วยแต่อย่างใด
  • ฉะนั้นให้ทำใจไว้ก่อนว่าถ้าซื้อ Tablet ตอนนี้ก็จะยังไม่ได้สิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด (ถ้าเทียบกับ PC ที่นิ่งมากแล้ว) และจะมี upgrade ต่างๆ ออกมาให้ช้ำใจในเวลาอันใกล้ และบางเรื่องอาจถึงขั้น revolution ไปเลยก็ได้
  • แต่ถ้าจะซื้อใช้ตอนนี้เลยก็ไม่มีตัวไหนพร้อมไปกว่า iPad (ตอนนี้มี iPad 2 ออกมาแล้วด้วย)
  • ส่วนแอนดรอยด์ (เฉพาะ Tablet นะ) ถ้าไม่ใช่ Honeycomb ก็ไม่แนะนำเท่าไหร เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานบนอุปกรณ์สัมผัสจอใหญ่ๆ แถมแอพฯ สำหรับ Tablet นอกจากที่แถมมาให้จากผู้ผลิตแล้วก็ยังมีน้อยมาก (ณ วันที่เขียน) ซึ่งจริงๆ แล้ว Software ของ iPad (iOS ) ก็ยังไม่พร้อมกับการใช้งานบน Tablet เท่าไหร แต่มีแอพฯ จำนวนมากที่รองรับแล้วก็เลยเฉือนชนะไป
  • รายที่ดูจะมี Software ที่เหมาะกับ Tablet มากที่สุดก็คงเป็น Blackberry Plabook กับ Tablet ในตระกูล webOS แต่ก็ยังคงต้องรอดูอนาคตกันต่อไป
  • (ว่าแต่ Windows 7 หรือ Windows Phone 7 หายไปไหน?)

สรุป : ในมือมีเงิน ในใจอยากได้ Tablet และถ้ายอมรับระบบปิดของ Apple ได้ก็เดินเข้า iStudio ไปซื้อ iPad (หรือรอ iPad 2 เข้าไทย) ไม่งั้นก็รอไปก่อน

Humanized Advance Search

Blekko เป็น Search Engine หน้าใหม่ที่เปิดตัวมาได้ระยะนึงแล้ว โดยจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการกำหนดเฉพาะสิ่งที่เราต้องการให้แสดงในผลการค้นหาด้วยวิธีง่ายๆ แค่เพิ่ม "/" (slash) ตามด้วยคำต่างๆ เข้าไป ซึ่งหลายคนก็หวังว่ามันจะเป็นทางออกของปัญหาสแปมครอง Search Engine ที่น่าเบื่อหน่าย (ถ้ากรองด้วย slash แล้วยังมีพวกนี้หลุดมาอีกก็กดปุ่ม "spam" แล้วเว็บนั้นจะไม่โผล่มาให้เราเห็นอีกเลย เจ๋งมาก!)

ถ้ามองในด้านเทคนิคแล้วจริงๆ มันก็คือ "Advance Search" (หรือค้นหาขั้นสูง) ที่ปรับแต่งให้เราใส่ตัวเลือกต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น จากที่ธรรมดาแล้วจะต้องคลิกเข้าไปหน้า Advance Search (ที่หลายคนก็ไม่รู้ถึงการมีอยู่) แล้วต้องนั่งทำความเข้าใจกับแบบฟอร์มที่ละลานตาจนไม่รู้จะเลือกกรอกช่องไหนดี

อีกประเด็นที่ไม่รู้เหมือนกันว่าทางผู้พัฒนาคิดไว้หรือเปล่า แต่ผมมองว่านี่เป็น Natural Language Processing ที่ใช้งานได้จริงและมาพบกันครึ่งทางระหว่างโปรแกรมกับผู้ใช้งาน โดยในฝั่งของโปรแกรมก็แทนที่จะต้องมาประมวลผลประโยคของมนุษย์ที่มีความหลากหลายมากมายมหาศาลก็เปลี่ยนเป็น input ที่รูปแบบค่อนข้างจะมีความแน่นอน ส่วนในฝั่งของผู้ใช้งานก็ใช้ "/" ที่น่าจะคุ้นเคยจากการใช้ tag มาบ้างแล้วเพื่อสั่งงานโปรแกรม แทนที่จะต้องมาจำข้อกำหนดที่ยุ่งยาก

แล้วก็คิดถึง Humanized ที่เหมือนจะคิด Enso ออกมาได้ "Ahead of Time" ไปเสียหน่อย

Distraction in the Office

หนึ่งในความฝันของผมหลังจากที่การมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึงทุกหนทุกแห่งก็คือการทำงานจากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ตตามเราไปถึง (อาจเพราะโดยส่วนตัวผมเป็นคนไม่อยู่ไม่สุขเท่าไหร นั่งทำงานที่เดิมนานๆ แล้วบางทีก็คิดงานไม่ออกเหมือนกัน)

แต่ถึงการไม่ต้องเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศจะมีข้อดีหลายอย่าง ก็ต้องมีปัจจัยส่งเสริมอีกหลายข้อนอกจากความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของทีมงานแต่ละคน เช่น ระบบการจัดการบริหารที่เหมาะสม วินัยในการทำงาน หรือ วัฒนธรรมขององค์กร ที่ต้องมีการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง เลยทำให้ความฝันส่วนนี้คงยังไม่เป็นจริง (หรืออาจไม่เป็นเลยก็ได้)

ล่าสุดไปอ่านเจอ Building Your Dream Company From Home ใน Inc.com เจอ quote ของ Jason Fried ผู้ก่อตั้ง 37signals พูดเกี่ยวกับการทำงานในออฟฟิศไว้ว่า

"I've been asking this question for 10 years—where do you go when you really need to get things done?" he said to an audience. "I'll hear things like the porch, the deck, the kitchen, an extra room in the house, coffee shop, basement, train, plane, car…you almost never hear anybody say the office." Why? Because the office is filled with interuptions that you can't control.

การจัดการกับ distraction ในที่ทำงานเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ถ้าเป็น distraction ที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่ออยู่ในออฟฟิศ" แล้วเราจำเป็นจะต้อง "เจียดเวลา" หลีกหนีจาก distraction เหล่านั้นออกมาทำอะไรที่เรา "ต้องทำจริงๆ" บ้างหรือเปล่า?

ถ้าฉันเด็กลง

ตอนคิดว่า New Year Resolutions ปีนี้จะทำอะไรดีก็คิดไปถึงตอนเด็กๆ ที่ต้องเขียนเรียงความเกี่ยวกับอนาคตที่ตัวเองอยากมี (หัวข้อประมาณ "โตขึ้นอยากเป็นอะไร") เลยคิดว่าน่าจะสนุกดีที่จะลองคิดในมุมกลับกันว่าอดีตที่ตัวเองอยากมีนั้นเป็นยังไง

  • เกิดเป็นคนต่างจังหวัด - ฟังเพื่อนเล่าเรื่องตอนเด็กที่ไรก็รู้สึกว่าอยู่ กทม. ชีวิตมันปกติเกิน
  • ให้ที่บ้านซื้อกล้อง SLR แทนกล้อง Compact - จำไม่ได้แล้วว่าซื้อให้ในโอกาสอะไร แต่เป็นกล้อง Compact คุณภาพแย่มากที่ราคาซื้อ SLR ถูกๆ ได้
  • พยายามออกไปหาซื้อ Siam Secret Service ให้ได้ - อันนี้คนเข้าใจก็คงเข้าใจละมั้ง ตอนได้ยินจากวิทยุครั้งแรกก็ชอบมาก แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหนดี
  • เอาเงินซื้อโอเดงย่าไปซื้อเทปเพลงมาฟังแทน - ซีดีกว่าครึ่งที่ซื้อตอนโตแล้วก็มาจากยุค '90s นั่นแหละ
  • ขี่จักรยานให้เป็น - จำไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงไม่ได้หัดขี่จริงๆ จังๆ (แต่ตอนนี้ขี่เป็นแล้วนะ)
  • เล่น Thief 2 ให้จบ - 1 ในเกมที่ชอบที่สุด แต่เอากลับมาเล่นอีกทีก็ขี้เกียจแล้ว ยาวเกิน
  • ไปงานแฟตฯ ครั้งแรก - จำไม่ได้แล้วว่าทำไมไม่ได้ไป แต่ได้ไปครั้งที่ 2
  • ไม่ทำ EP ของ Morning Surfers หาย - T3T
  • เขียนไดอารี่ต่อ - ตั้งแต่ diaryhub มีดราม่าก็ไม่ได้เขียนอีกเลย เสียดายไดอารี่ที่เขียนเอาไว้กับเพื่อนๆ ในนั้นเหมือนกันนะ
  • อยู่หอ - ได้อยู่ตอนปี 4 แค่ปีเดียวแล้วก็หันกลับไปมอง 3 ปีที่ผ่านมาตาปริบๆ
  • ฝึกเล่นเปียโนแทนกีต้าร์ - เล่นมันมา 10 ปี เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราชอบอย่างอื่นมากกว่า

ที่นึกออกมีแค่นี้ แต่ยังไงส่วนตัวก็เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั่นแหละดีที่สุด

2011 Resolutions

จริงๆ ก็ทดไว้ในใจมาหลายปีแล้ว ปีนี้เขียนให้มันเป็นรูปเป็นร่างหน่อยก็แล้วกัน

  • รักษาสุขภาพ ไม่เจ็บไม่ป่วย เข้านอนประมาณเที่ยงคืน
  • กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง (พยายามจะเป็นมังสวิรัติ)
  • หาเวลาไปปฏิบัติธรรมที่วัด (คงจะวัดอัมพวันเหมือนเดิม) 7 วัน
  • ใช้ชีวิตออฟไลน์ให้มากขึ้น ออนไลน์น้อยลง (แต่มีประสิทธิภาพ) กำจัด distraction ต่างๆ
  • ไปดูนิทรรศการศิลปะให้บ่อยขึ้น
  • เล่นดนตรีให้สม่ำเสมอ ถ้าฝึกเล่นเปียโนเพิ่มได้จะเยี่ยมมาก
  • อ่านหนังสือที่ดองไว้ตามนี้ให้จบ : Dark Tower เล่ม 4 (เหลืออีก 3 เล่มใหญ่ๆ!), มูราคามิ มากมาย, Tom Clancy 1 เล่ม, การ์ตูน Watchmen และ 1984
  • ไม่ปล่อยให้หนังที่อยากดูออกโรงไปต่อหน้าต่อตา
  • หาเพลงฟังอย่างสม่ำเสมอ
  • เบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยลงทั้ง physical, mental และ digital
  • ฝึกวาดรูปเรื่อยๆ
  • เอาไอเดียที่คิดไว้มาทำให้เป็นจริงได้สัก 10%
  • หาวัตถุดิบสำหรับเกมและนิยายที่ฝันไว้
  • ลองเขียนบทความภาษาอังกฤษ
  • ไม่เผลอทำห้องนอนรก

ทำ 4 ข้อแรกได้ก็น่าพอใจละ