Social Network

#ThaiFlood Tweets Search

มีความคิดเมื่อนานมาแล้วว่าถ้าข้อความในทวิตเตอร์มันแทนกระแสที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งได้แล้ว เราจะเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?

อย่างง่ายที่สุดก็คือการค้นหาว่ามีอะไรเกี่ยวกับหัวข้อที่เราสนใจที่เกิดขึ้น "เดี๋ยวนี้" บ้าง ซึ่งในส่วนนี้ทวิตเตอร์ก็มีระบบค้นหาให้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือมันตัดคำภาษาไทยได้ไม่ดีเท่าไหร (ส่วนหัวหรือท้ายคำต้องเป็นช่องว่าถึงจะหาเจอ) เลยใช้งานอะไรไม่ได้เต็มที่นัก แต่ก็เป็นปัญหาที่แก้ได้ไม่ยากแค่ต้องอาศัยความถึกหน่อย คือเอาทวีตทั้งหมดมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลแล้วใช้ Full text search เอา ซึ่งพอมานั่งคำนวณต้นทุนของระบบที่จะใช้รองรับข้อมูลปริมาณมหาศาลขนาดนี้แล้วก็เกิดอาการหน้ามืด เลยพับโครงการนี้เก็บไปก่อน

พอดีช่วงนี้มีภัยน้ำท่วมเข้ามาก็เลยต้องหาข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์ แต่นั่งรอฟังข่าวก็ไม่ทันใจเท่าไหร โชคดีที่ในทวิตเตอร์มีการใส่แท็ก #ThaiFlood เอาไว้ทำให้ติดตามข้อมูลได้รวดเร็วมาก แต่ก็ยังใช้งานได้ไม่เต็มที่อยู่ดีเพราะถ้าต้องการข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเช่น ข้อมูลน้ำท่วมภายในกรุงเทพฯ ก็จะต้องใช้คำค้นว่า "#thaiflood กรุงเทพ" ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ละเอียดนักเพราะกลับไปติดปัญหาเดิมคือเรื่องการตัดคำภาษาไทย

คิดไปคิดมาพบว่าขอบเขตของข้อมูลลดลงมาก เพราะเก็บแค่ทวีตที่ติดแท็ก #ThaiFlood (กับอะไรอีกนิดหน่อย) ก็น่าจะพอแล้ว เลยได้เวลาโยนข้ออ้างทิ้งแล้วลงมือทำโปรเจคที่คิดเอาไว้เสียที

Read the rest of this entry »

Semantic Web

Longtime tech pundit and thinker Esther Dyson posted on Twitter today that Facebook was launching the “semantic Web” without calling it that. Good, because hardly anyone ever understood what that meant. But Zuckerberg in effect summarized it in common parlance and defined what the semantic Web is: “Last year we announced the open graph, so you could connect to all the things in the world. This year, we’re taking the next step—we’re going to make it so that you can connect to anything you want in any way you want.” The original idea of the semantic Web, promoted most of all by Web inventor Tim Berners-Lee, generally omitted people. Perhaps only Facebook, based on genuine identity, could build a real semantic Web that centers around people and what they do.

จาก Facebook's Changes—It's All About the Platform

Contextless Communication

ส่วนใหญ่เวลาอัพเดตสเตตัสใน Social Network ต่างๆ (เช่น Twitter กับ Facebook) เราจะเขียนข้อความในปริมาณที่ไม่มากนัก จนบางทีสิ่งที่เราจะสื่อออกไปก็เหมือนเป็นภูเขาน้ำแข็งที่มีบริบทที่สำคัญต่างๆ ซ่อนอยู่เบื้องล่าง แต่คนอ่านกลับเห็นแค่สิ่งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเท่านั้น ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอะไรกันได้ง่ายๆ เช่น เราอาจจะโพสต์ข้อความที่เราคิดว่าสมเหตุสมผลดีแล้ว แต่เมื่ออ่านโดยขาดบริบท (ที่มีเรารู้อยู่คนเดียว) แล้วก็กลับมีช่องว่างให้เถียงกลับได้เต็มไปหมด

แต่เหตุการณ์แบบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ถ้าเราสื่อสารข้อความอย่างเดียวกันให้กับผู้รับโดยการนั่งพูดคุยกันต่อหน้า เพราะแม้ไม่ต้องเอ่ยออกมา สิ่งต่างๆ ที่ผู้พูดแสดงออก เช่น สีหน้า แววตา น้ำเสียง ก็อาจจะเผยบริบทที่อยู่เบื้องหลังให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของข้อความนั้นก็ได้

เราก้าวเข้ามาอยู่ในยุคที่ใช้ภาษาเขียนสื่อสารกันเป็นหลักแล้ว นอกจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น เราเองก็ต้องพัฒนาภาษาที่ใช้สื่อสารให้เหมาะสมกับตัวกลางที่มีข้อจำกัดแบบนี้โดยไม่มองว่ามันเป็น “ภาษาวิบัติ” หรือเปล่า ?

No one uses poll anymore

ไปเจอผลการสำรวจความเห็นของผู้ใช้เกี่ยวกับ iPad ที่น่าสนใจมา

NegativeiPadStory.jpg

ที่น่าสนใจไม่ใช่ความเห็นของผู้ใช้ต่อ iPad ว่ามันแย่ยังไง (อันนั้นรู้กันอยู่แล้ว) แต่เป็นวิธีการรวมรวบข้อมูล เพราะถึงหน้าตาจะดูเหมือนผลการสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม แต่ข้อมูลดิบนั้นรวบรวมมาจาก "ทวีต" จำนวนเกือบครึ่งล้านข้อความของผู้ใช้ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับ iPad หลังการเปิดตัว ซึ่งผู้รวบรวมและนำข้อมูลมาประมวลผลคือ TweetFeel

Unintentionally Spam

เราจะใส่ hashtag ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อความในทวีตกันไปเพื่ออะไร ?

MLM on Twitter ?

หลังจากเริ่มเบื่อจากการถูกฟอลโลว์ด้วยแอคเคานท์ของสินค้าต่างๆ เลยมานั่งคิดว่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่าในการทำการตลาดบนทวิตเตอร์หรือเปล่า

โดยธรรมชาติของทวิตเตอร์เราได้รับข้อความอัพเดตจากแอคเคานท์ที่เราฟอลโลว์เป็นหลัก ผู้ที่ต้องการจะโปรโมตสินค้า่ทั้งหลายเลยพยายามจะให้เราไปฟอลโลว์สิ้นค้าของเขาให้ได้ด้วยการมาไล่ฟอลโลว์คนไปทั่ว (มีที่รีพลายมาหาบ้างแต่ดูจะเป็นวิธีที่ฉาบฉวย ไม่ยังยืน)

ลองคิดถึงผู้ชายที่จีบผู้หญิงไปทั่วไม่เลือกหน้า แน่นอนว่าอาจจะมีสักคนที่จีบติด แต่ชื่อเสียงความเจ้าชู้ของเขาก็อาจจะการจายไปทั่วด้วยการบอกปากต่อปาก ถ้าจีบไม่กี่คนแล้วติดก็ดีไป แต่ถ้ายิ่งนานชื่อเสียของเขาก็จะเป็นอุปสรรคในการเข้าหาผู้หญิงคนใหม่ (ยกเว้นไปเจอคนที่ชอบผู้ชายเจ้าชู้) ซึ่งถ้าทำการตลาดด้วยวิธีเดียวกันผลเสียจะยิ่งทวีคุณขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ชายคนนั้นถ้าจีบติดก็คือจบอาจไม่ต้องไปสนกับชื่อเสียอะไร แต่เรายังต้องการที่จะโปรโมตสินค้าไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นโจทย์ที่ต้องตีให้แตกจริงๆ คือจะทำยังไงให้คนมาฟอลโลว์มากกว่าไล่ฟอลโลว์มั่วไปหมด

แล้วปกติเวลาจะฟอลโลว์แอคเคานท์ไหนเราตัดสินใจจากอะไรบ้าง

  • คนรู้จัก
  • เพื่อนของคนรู้จักที่น่าสนใจ
  • คนที่น่าสนใจ
  • เพื่อนของคนที่น่าสนใจ ที่น่าสนใจ
  • ฯลฯ

ถ้าสินค้าหรือแบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักหรือกำลังเป็นที่สนใจในเวลานั้นคงไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเราเป็นหน้าใหม่ในวงการละ จะทำยังไง ?

ที่เห็นบ้างในตอนนี้คือการให้คนดังๆ (อาจไม่จำเป็นต้องเป็นดารา) ที่คนฟอลโลว์มีจำนวนมากในระดับหนึ่งทวีตถึงสินค้าหรือแบรนด์ที่จะโปรโมต ถ้าคนที่ฟอลโลว์สนใจก็จะตามไปฟอลโลว์แอคเคานท์ที่เขาพูดถึงเอง ซึ่งก็ดูจะเป็นวิธีที่ win-win ทั้งสองฝ่าย เพราะฝ่ายที่จะขายก็ได้โปรโมต ส่วนผู้รับชมก็แทบไม่เสียอะไรเพราะก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะทวีตถึงแบรนด์หรือสินค้าที่เราเจอในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่ก็แน่นอนว่าถ้ามากไปมันก็ไม่ดี ตรงส่วนนี้คงต้องขึ้นอยู่กับทีมที่ทำการตลาดว่าเข้าใจสื่อใหม่กับนิสัยการเสพสื่อที่เปลี่ยนไปของลูกค้าตัวเองขนาดไหน

จากตรงนี้จะเห็นว่าการกระจายข้อมูลในทวิตเตอร์ทำได้รวดเร็วมาก (น่าเชื่อถือหรือไม่เป็นอีกเรื่อง) เพราะเราฟอลโลว์และมีคนฟอลโลว์เราเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยเป็นธรรมดา เลยพาลคิดไปว่าถ้าธุรกิจที่ต้องการกระจายตัวเองไปแบบไฟลามทุ่งอย่างการขายตรงมันข้ามเข้ามาถึงในทวิตเตอร์จะทำยังไงดี

ถ้าเป็นใครสักคนที่เราไม่รู้จักอะไร การตัดสินใจกดอันฟอลโลว์ก็ง่ายนิดเดียว แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราล่ะจะทำยังไง ?

Do Levels of Relationship in Social Network Matter ?

ในทวิตเตอร์ เราอาจฟอลโลว์ตั้งแต่คนที่รู้จักในชีวิตจริง ใครสักคนที่รู้จักกันผ่านบล็อก ไปจนถึงแอคเคาน์ของแบรนด์สินค้า แต่ทั้งหมดนั้นเราฟอลโลว์เพราะสนใจในความเป็นไปของคน (หรือสิ่ง) ที่เราฟอลโลว์

ในชีวิตจริง เราก็ต้องการรู้ความเป็นไปของคนที่เรารู้จักหรือสิ่งที่เราสนใจเหมือนกัน แต่จะต่างตรงที่มี "ระดับความสัมพันธ์" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งจะเป็นตัวกำหนด "ความถี่" ในการรับรู้ความเป็นไปของคนเหล่านั้น เช่น เราอยากรู้ว่าแฟนของเราทำอะไรบ้างทุกวัน นัดกินข้าวกับเพื่อนสนิทอาทิตย์ละครั้งเพื่อคุยว่าอาทิตย์นี้เจออะไรมาบ้าง หรือ โทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนสมัยประถมนานๆ ครั้ง

แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้เราก็อยากรู้ว่าคนที่เรารู้จัก "(เกือบ) ทุกคน" กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางผลประโยชน์ ความสบายใจ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งก็คงทำได้ถ้าเราไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทาง "เวลา" ที่เราต้องใช้เพื่อทำการ "ติดต่อ" กับคนที่เราอยากรู้ความเป็นไป

ในการทำงาน ถ้าเรามีเวลาจำกัดแต่งานที่ต้องทำมีหลายชิ้น เราก็ต้องเลือกงานที่เร่งด่วน หรือมีความสำคัญมากที่สุดขึ้นมาทำก่อน

การบริหารความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักในชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน ถ้าเรามีเวลาว่างแค่น้อยนิด เราคงไม่เลือกที่จะโทรไปถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกับสิบกว่าปี แทนการไปอยู่กับคนที่เรารัก

เราจะสามารถทำแบบเดียวกันนี้ในสังคมแบบออนไลน์ได้หรือไม่

ถ้าเรานั่งเล่นอยู่กับกาแฟและเวลาอันเหลือเฟือในสตาร์บัค การนั่งอ่านอัพเดตของคนที่เราฟอลโลว์ทั้งหมดดูจะเป็นเรื่องที่เราเจียดเวลามาใช้ได้อย่างสบาย แต่ถ้าเราอยู่ในช่วงพักห้านาทีระหว่างประชุม แล้วอยากรู้แค่ว่าเพื่อนในกลุ่มที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดจะทวีตว่าเจออะไรกันบ้าง การที่จะทำให้เราได้รับแค่อัพเดตของคนที่เราสนใจเป็นพิเศษในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจะสามารถทำได้หรือไม่

คำตอบก็คือทำได้ ด้วยการใส่ฟีเจอร์เข้าไปในแอพพลิเคชั่นของสังคมแบบออนไลน์ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะยากเกินความสามารถของผู้พัฒนา

แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้ใช้ต้องการมันจริงๆ หรือไม่

ถ้าเรายังคงแบ่งแยกสังคมแบบออนไลน์ออกจากสังคมในโลกความเป็นจริงอยู่ ระดับความสัมพันธ์ก็ไม่มีผลอะไรในโลกออนไลน์ เพราะยังไงเราก็ติดต่อกับคนที่มีความสำคัญด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว

หรือเราจะให้สังคมในชีวิตจริงถูกแทนที่ด้วยสังคมแบบออนไลน์ และกำหนดระดับความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นตัวช่วยตัดสินความสำคัญในการติดต่อกับบุคคลนั้น

หรือในสังคมแบบออนไลน์นั้น ต้นทุนทั้งทางค่าใช้จ่ายและเวลาในการติดต่อกับผู้อื่นมีค่าแทบไม่ต่างกัน ทำให้ระดับความสัมพันธ์ไม่เป็นปัจจัยในการเลือกที่จะติดต่อใครสักคนอีกต่อไป